Wednesday, September 10, 2014

Etathakkha (Master) in Buddhism

เอตทัคคะ เป็นตำแหน่งทางพุทธศาสนาที่พระบรมศาสดาได้ประทานแต่งตั้งให้พุทธบริษัท คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้มีความรู้ความสามารถเด่นกว่าท่านอื่นๆในด้านนั้นๆ และแต่ละตำแหน่ง พระพุทธองค์ประทานแต่งตั้งเพียง รูปเดียว ท่านเดียวเท่านั้น
เหตุผลที่พระพุทธองค์ทรงยกย่องพุทธบริษัททั้ง 4 ไว้ในตำแหน่ง คือ

  • ได้รับการยกย่องตามเรื่องที่เกิดขึ้น (อัตถุปปัตติโต) ได้แสดงความ สามารถให้ปรากฏโดยสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
  • ได้รับการยกย่องตามที่ได้สะสมบุญมาในอดีตชาติ (อาคมันโต) ได้สร้างบุญสะสมในด้านนั้นมาตั้งแต่อดีตชาติ พร้อมทั้งตั้งจิตปราถนา เพื่อบรรลุตำแหน่งนั้นด้วย
  • ได้รับการยกย่อง ตามความเชี่ยวชาญ (จิณณวสิโต) มีความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องเป็นพิเศษ
  • ได้รับการยกย่องตามความสามารถเหนือผู้อื่น (คุณาติเรกโต) มีความสามารถในเรื่องที่ทำให้ได้รับตำแหน่งเอตทัคคะเหนือกว่าผู้อื่นที่มีความสามารถอย่างเดียวกัน..................
      ๑. ประวัติ พระอัญญาโกณฑัญญเถระ

๑. สถานะเดิม
       พระอัญญาโกณฑัญญะ ชื่อเดิมว่า โกณฑัญญะ ตามโคตรของท่าน บิดา และมารดาเป็นพราหมณ์มหาศาล ไม่ปรากฏชื่อ เกิดที่ บ้านพราหมณ์ชื่อโทณวัตถุ อยู่ไม่ห่างจากกรุงกบิลพัสดุ์
       การศึกษา เรียนจบไตรเพท และรู้ตำราทำนายลักษณะ
๒. มูลเหตุแห่งการบวชในพระพุทธศาสนา
       เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติได้ ๕ วัน พระเจ้าสุทโธทนะได้เชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คน มารับประทานอาหาร เพื่อเป็นมงคลและทำนายลักษณะพระราชโอรสตามราชประเพณี แล้วได้ คัดเลือกพราหมณ์ ๘ คน จากจำนวน ๑๐๘ คนนั้น ให้เป็นผู้ทำนายลักษณะพระราชกุมาร โกณฑัญญะซึ่งเป็นพราหมณ์หนุ่มที่สุดได้รับคัดเลือกอยู่ในจำนวน ๘ คนนั้นด้วย พราหมณ์ ๗ คน ได้ทำนายพระราชกุมารว่า มีคติ ๒ อย่าง คือ
        ๑. ถ้าอยู่ครองเรือน จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์
        ๒. ถ้าเสด็จออกผนวช จักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดาเอกในโลก
       ฝ่ายโกณฑัญญพราหมณ์ มีความมั่นใจในตำราทำนายลักษณะของตน ได้ทำนายไว้อย่างเดียวว่า พระราชกุมารจะเสด็จออกผนวชและจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกในโลกแน่นอน ตั้งแต่นั้นมา โกณทัญญพราหมณ์ได้ตั้งใจไว้ว่า ถ้าตนยังมีชีวิตอยู่ พระราชกุมารเสด็จออกผนวชเมื่อไร จะออกบวชตาม ต่อมาเมื่อพระราชกุมารเสด็จออกผนวชและบำเพ็ญทุกกรกิริยาอยู่ โกณฑัญญพราหมณ์ ทราบข่าว จึงได้ชักชวนพราหมณ์อีก ๔ คน คือ ๑. วัปปะ ๒. ภัททิยะ ๓. มหานามะ ๔. อัสสชิ ซึ่งล้วนแต่เป็นบุตรของพราหมณ์ในจำนวน ๑๐๘ คน ที่ได้รับเชิญไปรับประทานอาหารในพระราชพิธีทำนายพระลักษณะของพระราชกุมารทั้งสิ้น รวมเป็น ๕ คนด้วยกัน เรียกว่า ปัญจวัคคีย์ แปลว่ากลุ่มคน ๕ คน ได้ติดตามรับใช้ใกล้ชิดด้วยคิดว่า ถ้าพระองค์ได้บรรลุธรรมวิเศษแล้ว จะได้เทศนาสั่งสอนตนให้ได้บรรลุธรรมนั้นบ้าง
๓. บรรลุโสดาปัตติผล
       เมื่อพระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาถึง ๖ ปี แต่ไม่ได้ตรัสรู้ ทรงแน่พระทัยว่า นั้นไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ จึงทรงเลิกการทำทุกกรกิริยา มาทำความเพียรทางใจ ปัญจวัคคีย์ซึ่งมีโกณฑัญญะเป็นหัวหน้า หมดความเลื่อมใสเพราะเข้าใจว่า กลับมาเป็นคนมักมากจึงพากันหนีไป อยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ครั้นพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ทรงตัดสินพระทัยที่จะแสดงพระธรรมเทศนา อันดับแรกทรงคิดถึงอาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส รามบุตร แต่ท่านทั้งสองได้ถึงแก่กรรมแล้ว จึงทรงคิดถึงปัญจวัคคีย์ แล้วได้เสด็จไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
       ฝ่ายปัญจวัคคีย์ ครั้นเห็นพระพุทธองค์เสด็จมาแต่ไกล คิดว่าคงจะมาหาคนอุปัฏฐาก จึงนัดหมายกันว่า จะไม่ไหว้ ไม่ต้อนรับ ไม่รับบาตรและจีวรของพระองค์แต่ได้ปูอาสนะเอาไว้ แต่พอพระพุทธองค์เสด็จไปถึง กลับลืมกติกาที่ได้ทำกันไว้ เพราะความเคารพที่เคยมีต่อพระองค์ ทั้งหมดได้ลุกขึ้นต้อนรับและทำสามีจิกรรม เหมือนที่เคยปฏิบัติมา แต่ยังสนทนากับพระองค์ด้วยถ้อยคำอันไม่เคารพโดยการออกพระนาม และใช้คำว่า อาวุโส พระพุทธองค์ทรงห้ามไม่ให้ใช้คำพูดอย่างนั้น และตรัสบอกว่า เราได้บรรลุอมตธรรมแล้ว ขอให้ท่านทั้งหลายตั้งใจฟัง และปฏิบัติตามที่เราสอน ไม่ช้าจะได้บรรลุอมตธรรมนั้นปัญจวัคคีย์ได้ปฏิเสธพระพุทธองค์ถึง ๓ ครั้งว่า พระองค์เลิกความเพียรแล้วจะบรรลุอมตธรรมได้อย่างไร พระพุทธองค์จึงได้ทรงเตือนสติพวกเขาว่า เมื่อก่อนนี้ท่านทั้งหลายเคยได้ฟังคำที่เราพูดนี้บ้างไหม ทำให้พวกเขาระลึกได้ว่า พระวาจาเช่นนี้ พระองค์ไม่เคยตรัสมาก่อนเลย จึงยอมฟังพระธรรมเทศนา พระพุทธองค์จึงได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนา ชื่อ ธัมมจักกัปป์ปวัตนสูตรอันเป็นปฐมเทศนาแก่พวกเขา ในเวลาจบพระธรรมเทศนา โกณฑัญญะเกิดธรรมจักษุ คือดวงตาเห็นธรรมว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา (ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาสุดท้ายต้องดับไป) ท่านได้บรรลุโสดาปัตติผล เพราะเกิดธรรมจักษุนี้ พระพุทธองค์ทรงทราบ จึงทรงเปล่งอุทานว่า โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ ๆ ท่านจึงได้ชื่อว่า อัญญาโกณฑัญญะ เพราะรู้ธรรมก่อนใคร ๆ
๔. วิธีอุปสมบท
       เมื่อโกณฑัญญะได้เห็นธรรม บรรลุธรรม รู้ธรรมหมดความสงสัยในคำสอนของพระศาสดาแล้ว จึงได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบทว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด การอุปสมบทอย่างนี้เรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา ท่านได้เป็นภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา
๕. การบรรลุอรหัตตผล
       ครั้นพระพุทธองค์ทรงสั่งสอนปัญจวัคคีย์อีก ๔ ท่านให้ได้ดวงตาเห็นธรรม คือบรรลุโสดาบันแล้ว ทรงประทานอุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทาเช่นเดียวกัน วันหนึ่ง ตรัสเรียกทั้ง ๕ รูปมาตรัสสอนว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณเป็นอนัตตาไม่ใช่เป็นอัตตา เพราะถ้า เป็นอัตตา แล้วไซร้ ก็จะไม่เป็นไปเพื่ออาพาธ (เจ็บป่วย) และต้องได้ตามปรารถนาว่า ขอจงเป็นอย่างนี้ จงอย่าเป็นอย่างนั้น แต่เพราะทั้ง ๕ นั้น เป็นอนัตตา ใคร ๆ จึงไม่ได้ตามปรารถนาของตนว่า ขอจงเป็นอย่างนี้ จงอย่าเป็นอย่างนั้น ทั้ง ๕ รูปได้เห็นด้วยปัญญาตามความเป็นจริงว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ทุกชนิดไม่ใช่ของเรา เราไม่ใช่สิ่งนั้น และสิ่งนั้นก็ไม่ใช่ตัวของเรา จึงเบื่อหน่ายในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เมื่อหน่ายย่อมหมดกำหนัด ครั้นหมด กำหนัดย่อมหลุดพ้น ทั้ง ๕ รูปจึงได้บรรลุอรหัตตผล ด้วยพระเทศนานี้ ๆ ชื่อว่า อนัตตลักขณสูตร
๖. งานประกาศศาสนา
       พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นกำลังสำคัญรูปหนึ่งในการช่วยประกาศพระศาสนา เพราะอยู่ในจำนวนพระอรหันต์ ๖๐ รูป ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงส่งไปประกาศพระศาสนาครั้งแรกด้วยพระพุทธดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความ สุขแก่มหาชน เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
       ผลงานที่สำคัญของท่านคือ ทำให้นายปุณณะบุตรของนางมันตานี ผู้เป็นหลานชายได้บวชในพระพุทธศาสนา ซึ่งต่อมาได้เป็นกำลังสำคัญในการช่วยประกาศพระศาสนา มีกุลบุตรบวชในสำนักของท่านจำนวนมาก
๗. เอตทัคคะ
       พระอัญญาโกณฑัญญะ ได้รับยกย่องจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้รัตตัญญู แปลว่า ผู้รู้ราตรี หมายความว่า รู้ธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสสอนก่อนใครทั้งหมด
๘. บุญญาธิการ
       ในสมัยแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้รัตตัญญูรู้แจ้งธรรมก่อนใคร ๆ จึงปรารถนาฐานันดรนั้น แล้วได้ทำบุญมีทาน เป็นต้น พระปทุมุตตรศาสดาทรงเห็นว่า ความปรารถนาของเขาจะสำเร็จแน่นอน จึงได้พยากรณ์วิบากสมบัติของเขา จนมาถึงศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี เขาได้เกิดเป็นกุฏุมพี ชื่อว่า มหากาล ได้ถวายทานอันเลิศ ๙ ครั้ง ด้วยบุญญาธิการดังกล่าว จึงได้รับเอตทัคคะนี้จากพระบรมศาสดา
๙. ธรรมวาทะ
       ในอรรถกถาขุททกนิกาย อปทาน ชื่อวิสุทธชนวิลาสินี กล่าวไว้ว่า พระเถระได้แสดงธรรมแก่ ท้าวสักกะ อันมีห้องแห่งอริยสัจ ๔ ถูกไตรลักษณ์กระทบ ประกอบด้วยสุญญตา วิจิตรด้วยนัยต่าง ๆ หยั่งลงสู่อมตะ ด้วยพุทธลีลา ท้าวสักกะทรงสดับธรรมนั้นแล้ว เมื่อจะประกาศความเลื่อมใสของพระองค์จึงได้ทรงสรรเสริญว่า
       เรานี้ได้ฟังธรรมอันมีรสยิ่งใหญ่ จึงเลื่อมใสยิ่งนัก พระเถระแสดงธรรมอันคลายกำหนัด ไม่ยึดมั่นโดยประการทั้งปวง
๑๐. ปรินิพพาน
       พระอัญญาโกณฑัญญะ ได้ช่วยพระบรมศาสดาประกาศพระศาสนาอยู่ระยะหนึ่ง บั้นปลายชีวิต ได้ทูลลาเข้าไปอยู่ในป่าหิมวันต์ จำพรรษาอยู่ที่ฝั่งสระฉัททันต์ ๑๒ พรรษา เมื่อกาลจะปรินิพพานใกล้เข้ามา จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ขอให้ทรงอนุญาตการปรินิพพาน แล้วกลับไปยังที่นั้น ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ.
โดย แสงเทียน
        พระวังคีสเถระได้สรรเสริญพระอัญญาโกณฑัญญะต่อเบื้องพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
     * “พระอัญญาโกณฑัญญะเถระนี้ เป็นผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธองค์ก่อนใคร เป็นผู้มีความเพียรเครื่องก้าวหน้าอย่างแรงกล้า เป็นผู้ได้ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุข อันเกิดแต่วิเวกเนืองนิตย์ คุณอันใดที่พระสาวกผู้ทำตามคำสอนของพระศาสดาพึงบรรลุ คุณอันนั้นทุกอย่าง พระอัญญาโกณฑัญญะเถระผู้ไม่ประมาท ได้บรรลุแล้วโดยลำดับ เป็นผู้มีอานุภาพมาก เป็นผู้ได้วิชชา ๓ เป็นผู้ฉลาดใน
เจโตปริยญาณ เป็นธรรมทายาทของพระพุทธองค์ มีปกติกราบไหว้ซึ่งพระบาททั้งสองของพระศาสดา
     ในวาระสุดท้ายของชีวิตท่าน เป็นตอนที่น่าสนใจมาก เพราะจะได้รู้ว่า เมื่อท่านปรินิพพานแล้ว มีการจัดพิธีการเกี่ยวกับเรื่องสรีระร่างของท่านอย่างไร ต้องถือว่าเป็นงานประชุมเพลิงที่น่าอัศจรรย์มาก เพราะมีช้างและเทวดาเป็นแม่งาน ซึ่งไม่เคยมีปรากฏที่ไหนมาก่อน
     เรื่องก็มีอยู่ว่า เมื่อพระเถระแม้จะหลีกเร้นเพื่อปฏิบัติธรรมอยู่ในป่าหิมพานต์นานถึง ๑๒ ปี แต่ในระหว่างนั้น ท่านก็ได้ทำหน้าที่กัลยาณมิตร บำเพ็ญประโยชน์ต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย โดยได้เทศน์สอนเทวดา นาค ยักษ์ ครุฑ คนธรรพ์ ให้ได้ดวงตาเห็นธรรมกันมากมายนับไม่ถ้วน
     พระเถระรู้ว่าอายุสังขารใกล้จะหมดลง ก็นึกถึงบุญคุณของช้างทั้งหลาย จึงอยากจะอนุเคราะห์ช้างเหล่านั้นให้ได้บุญใหญ่ โดยท่านได้เหาะกลับไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระวิหารเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ เพื่อขออนุญาตการปรินิพพาน เมื่อไปถึงได้หมอบลงกราบแทบพระบาททั้งสองด้วยเศียรเกล้า ประกาศชื่อของท่านว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ชื่อว่าโกณฑัญญะ ผู้เป็นธรรมทายาทคนแรกของพระองค์ พระเจ้าข้า
     พวกเราอาจจะสงสัยว่า ทำไมพระเถระจึงต้องแจ้งชื่อของตัวให้พระพุทธองค์ทราบ ทั้งๆ ที่ท่านเองก็เป็นพระสาวกที่พระพุทธเจ้าต้องรู้จักท่าน และจำได้แม่นยำอยู่แล้ว เหตุผลก็มีอยู่ว่า เพราะท่านเกรงว่าภิกษุสงฆ์ที่บวชเข้ามาภายหลังไม่รู้จักท่าน จะคิดล่วงเกินด้วยจิตที่เป็นอกุศลต่อท่านผู้บริสุทธิ์ จะทำให้ตกไปในอบายภูมิได้ แต่คนที่รู้จักท่าน เห็นและจักเลื่อมใสว่า เป็นทัสสนานุตตริยะของเราหนอ ที่ได้เห็นมหาสาวกองค์ปฐมปรากฏในหมื่นจักรวาล ใครได้เห็นแล้วจักเกิดความเลื่อมใส และก็จักเข้าถึงสวรรค์ เพราะฉะนั้น เมื่อท่านหวังประโยชน์เกื้อกูลคิดจะปิดทางอบาย เปิดทางสวรรค์สำหรับผู้ไม่รู้ จึงประกาศชื่อของท่านต่อเบื้องพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า นี่ก็คือความละเอียดรอบคอบ และมหากรุณาของพระเถระ
     ท่านพระวังคีสะมีความคิดว่า ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะนี้ นานนักที่จะมาเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำให้ภิกษุใหม่หรือพุทธบริษัทจำนวนมาก อาจไม่รู้จักท่าน จึงลุกขึ้นจากอาสนะ ประณมอัญชลีทูลขออนุญาตกล่าวคาถาสรรเสริญพระอัญญาโกณฑัญญะ เมื่อได้รับพุทธานุญาตแล้ว ท่านก็กล่าวชมเชยพระเถระ ดังที่ได้กล่าวไว้ ณ เบื้องต้น
     จากนั้นพระเถระก็ทูลขออนุญาตการปรินิพพานว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อายุสังขารของข้าพระองค์สิ้นแล้ว ข้าพระองค์จักทูลลาปรินิพพานพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสถามว่า โกณฑัญญะ เธอจักปรินิพานที่ไหนท่านทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ช้างทั้งหลายที่เป็นอุปัฏฐากของข้าพระองค์ได้กระทำกิจที่ทำได้ยาก ข้าพระองค์ จักปรินิพพานในที่ใกล้กับช้างเหล่านั้น พระเจ้าข้าพระศาสดาก็ทรงอนุญาตตามนั้น
     จากนั้นพระเถระก็ได้ทำประทักษิณพระทศพล แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การเห็นครั้งนี้ เป็นการเห็นครั้งสุดท้ายเมื่อมหาชนทราบว่า ท่านทูลลาปรินิพพาน ผู้ที่ยังไม่หมดกิเลสก็โศกเศร้าด้วยความอาลัยรักในตัวท่าน ส่วนพระอริยเจ้าก็เกิดธรรมสังเวช ท่านได้สั่งสอนมหาชนว่า ท่านทั้งหลาย อย่าเศร้าโศกคร่ำครวญไปเลย ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามในโลกนี้ เมื่อสังขารเกิดขึ้นแล้ว ย่อมแตกทำลายไปเป็นธรรมดาว่าแล้วท่านก็เหาะขึ้นสู่อากาศ มุ่งหน้าไปที่ริมสระโบกขรณีมันทากินี สรงน้ำนุ่งสบงห่มจีวรเรียบร้อย ก็เข้านิโรธสมาบัติ พอล่วงยามสามก็ปรินิพพาน
     ต้นไม้ทุกต้นในหิมวันตประเทศได้โน้มน้อมออกดอกออกผลบูชา ในเวลาที่พระเถระปรินิพพาน ฝ่ายช้างเชือกที่รับบุญอุปัฏฐากพระเถระ ไม่รู้ว่าพระเถระปรินิพพานแล้ว ก็จัดน้ำบ้วนปากและไม้ชำระฟันทำวัตรปฏิบัติตามปกติ ได้นำของควรเคี้ยวและผลไม้มายืนรออยู่ที่ท้ายที่จงกรมตั้งแต่เช้าตรู่ เมื่อไม่เห็นพระเถระออกมาจนพระอาทิตย์ขึ้น ก็คิดว่า ปกติพระเถระเป็นผู้ที่ตรงต่อเวลา แต่วันนี้ทำไมท่านยังไม่ออกจากบรรณศาลา จึงเคาะประตูกุฏิเบาๆ พระเถระก็ยังไม่ออกมา

     เจ้าช้างแสนรู้จึงเอางวงเปิดหน้าต่าง มองเข้าข้างในเห็นพระเถระกำลังนั่งสมาธิ(Meditation) จึงเหยียดงวงสำรวจลมหายใจเข้าออก จึงรู้ว่าพระเถระปรินิพพานแล้ว ก็ตกใจร้องเสียงดังปานว่าฟ้าผ่า ข่าวการปรินิพพานของพระเถระได้นำความเศร้าสลดมาให้ช้างทั้ง ๘,๐๐๐ เชือก ซึ่งได้พากันร้องลั่นเสียงดังไปทั่วทั้งป่าหิมพานต์ รวมทั้งหมู่สัตว์เหล่าอื่นด้วย เมื่อช้างทั้งหมดมาประชุมกันแล้ว ก็ยกพระเถระขึ้นบนกระพองของหัวหน้าโขลง ถือกิ่งไม้ที่มีดอกบานสะพรั่ง ยืนบูชานิ่งๆ ไม่ไหวติง
     ฝ่ายท้าวสักกเทวราชก็รับสั่งให้วิษณุกรรมเทพบุตรไปเนรมิตเรือนยอดที่ประดิษฐานพระเถระที่สำเร็จด้วยรัตนะทุกชนิด ให้พระเถระอยู่ในเรือนยอดมอบให้หัวหน้าช้างต่อไป ช้างอัญเชิญเรือนยอดที่บรรจุสรีระของพระเถระเวียนเขาหิมวันต์ประมาณ ๓,๐๐๐ โยชน์ หลายรอบ จากนั้นพวกอากาสเทวาก็รับเรือนยอดจากงวงช้างมาบูชา ต่อมาวัสสพลาหกเทวดา, สีตพลาหกเทวดา, วาตพลาหกเทวดา และทวยเทพชั้นจาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิตา นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัสตี ก็รับกันขึ้นไปเป็นทอดๆ เรือนยอดได้ถูกส่งต่อๆ กันขึ้นไปจนถึงพรหมโลก  เมื่อบูชาแล้ว พวกพรหมได้ให้เรือนยอดแก่พวกเทวดา แล้วส่งกลับลงมามอบกลับคืนให้ช้างตามเดิม เทวดาแต่ละองค์ได้นำท่อนจันทน์ประมาณ ๔ องคุลี มากองรวมเป็นจิตกาธาน สูง ๙ โยชน์ พวกเทวดายกเรือนยอดขึ้นสู่จิตกาธาน เพื่อถวายพระเพลิง
     ฝ่ายภิกษุขีณาสพประมาณ ๕๐๐ รูปก็เหาะมาร่วมพิธี มีการสาธยายธรรมตลอดทั้งคืน พระอนุรุทธเถระเหาะมาแสดงธรรม ทำให้เหล่าเทวดาเป็นอันมากได้ตรัสรู้ธรรม พอเวลาได้อรุณ เทวดาให้ดับจิตกาธาน เอาพระธาตุที่มีสีเหมือนดอกมะลิตูม น้อมเข้าไปวางไว้ในพระหัตถ์ของพระบรมศาสดา พระพุทธองค์ทรงเหยียดพระหัตถ์ไปที่แผ่นดิน พระเจดีย์ที่มีสีเงินยวงก็ชำแรกแผ่นดินขึ้นมาทันที แล้วพระองค์ก็ทรงบรรจุพระธาตุไว้ในพระเจดีย์เพื่อให้มนุษย์และเทวาได้กราบไหว้บูชา
     งานประชุมถวายพระเพลิงของท่าน ช่างแปลกและยิ่งใหญ่อลังการไม่มีใครเหมือน ก็เป็นความรู้ที่ควรจะได้ศึกษาไว้ เราศึกษาชีวประวัติของท่านก็เพื่อที่จะได้ยกท่านเป็นแบบอย่างในการสร้างบารมี และเราจะได้มีกำลังใจในการสร้างบารมีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป จะได้บรรลุธรรมเหมือนกับท่าน มีสวรรค์และพระนิพพานเป็นที่ไปกันทุกๆ คน
……………………………………………..

No comments:

Post a Comment